สี่ตีนเดินมา... นำพาโชคลาภ

ประวัติพญาเต่าเรือน

เมื่อครั้งอดีต ตอนที่พระโพธิสัตว์เจ้า เสวยพระชาติเป็นพญาเต่าเรือนคือมีตัวใหญ่อย่างเรือนหรือบ้านเล็กๆ มีนามว่า “มหาจิตรจุล” อาศัยอยู่บนเกาะแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่มาไม่นานเกิดเหตุการณ์พายุเข้าบริเวณเกาะ จึงเป็นเหตุให้เรือสำเภาที่ผ่านบริเวณนั้นอับปางเกาะดังกล่าวมีผู้คนว่ายน้ำ หนีตายมาอาศัยที่เกาะ เป็นจำนวนมากต่างขาดอาหารและน้ำ ชาวบ้านต่างจึงคิดที่ทำร้ายกันพญาเต่าโพธิสัตว์ ในครั้งนั้นพญาเต่าโพธิสัตว์จึงคิดว่า ในเมื่อชาวบ้านต่างเดือดร้อน ถึงขนาด ต้องคิดฆ่าตัวเราเพื่ออยู่รอด พญาเต่าโพธิสัตว์มีจิตอนุเคราะห์ จึงกลิ้งตัวจากภูเขา หมายที่จะบริจาคทานด้วยเลือดและเนื้อของตน ในที่สุดเมื่อ ตกลงมาถึงตีนเขาก็ถึงกาลกิริยาแตกดับ ผู้คนเหล่านั้นก็ได้อาศัยเนื้อพระโพธิสัตว์พญาเต่าเรือนบริโภคเป็นอาหาร แล้วเอากระดอง ทำเป็นพาหนะ กลับสู่บ้านเมืองอย่างปลอดภัย ภายหลังผู้คนเหล่านั้นได้ระลึกนึกถึงบุญคุณของพญาเต่าเรือน จึงได้วาดภาพไว้สักการบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล และต่อมาจึงได้มีการสร้างเป็นวัตถุมงคลรูปเต่าลงอักขระเลขยันต์ปลุกเสกไว้ บูชาสืบทอดมาถึงปัจจุบันด้วยอานุภาพแห่งมหาทานอันยิ่งใหญ่ในครั้งนั้น

ดังนั้นครูบาอาจารย์ในสมัยโบราณ จึงได้สร้างวัตถุมงคลเป็นรูปพญาเต่าเรือน ด้วยเชื่อว่าจะทำให้ทำมาค้าขายดี เพราะถือว่าพญาเต่าเรือนอยู่ในชาติหนึ่ง ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั้น พระองค์เคยเสวยชาติเป็นพญาเต่าเรือน ได้สละเลือดเนื้อชีวิตเพื่อเป็นทานแก่สัตว์ผู้ยากไร้ เกจิอาจารย์ต่างๆ ในอดีตจึงมีการสักยันต์ตามตัวและทำเครื่องรางเพื่อไว้ใช้ ด้วยเหตุที่ว่าสารพัดใช้ ตามอธิษฐาน วิเศษนักเป็นได้ทุกอย่าง เช่นทำให้มีโชคลาภ เงินทองหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย ค้าขายจะเจริญก้าวหน้า และเป็นมงคลแก่ผู้บูชายิ่งนัก  การทำเครื่องรางพญาเต่าเรือนในสมัยโบราณนั้น มักนิยมใช้ กระดองเต่าตายซากหรือตายเองซึ่งถือเป็นหลักโดยห้ามฆ่าจากนั้นก็จะ นำกระดองเต่ามาลงอักขระหัวใจพญาเต่าเรือน(นาสังสิโม)และอักขระ พระเจ้าห้าพระองค์ (นะโมพุทธายะ)จากนั้นนำไปปลุกเสก ซึ่งถือเป็นของดีที่หายากและมีความสำคัญประจำบ้าน เรือน และป้องกันภัยพิบัติอันตรายทุกประการจากโจรภัย วาตภัย อัคคีภัย ฯเรียกว่าหากใครมีไว้บูชาถือว่าเป็นแก้วสารพัดนึกเลยก็ว่าได้ แต่ปัจจุบันกระดองเต่าที่ตายซากหรือตายเองหาได้ยาก เกจิอาจารย์จึงใช้วิธีเขียนอักขระ บนแผ่นโลหะหรือผ้ายันต์เป็นรูป “พญาเต่าเรือน” แล้วนำมาปลุกเสก

หลวงปู่หลิว ปณฺณโก

ถ้าพูดถึงพญาเต่าเรือนแล้ว เกจิอาจารย์ที่ถูกกล่าวขวัญถึงมากที่สุดย่อมไม่พ้นหลวงปู่หลิว แห่งวัดไร่แตงทอง ตำบลลูกนก อ.กำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ท่านได้เดินทางฝ่าป่าดงดิบซึ่งถือว่าอันตรายมากในสมัยนั้นไปเรียนวิชากับอาจารย์ชาวกะเหรี่ยงเป็นเวลา 3 ปี เมื่อได้วิชาติดตัวกลับมาแล้วได้กลับมาช่วย ที่บ้านปราบโจรขโมยวัวจนราบคาบ วิชาเต่าเรือนนั้นท่านได้เรียนมาจาก หลวงพ่อย่น วัดฆ้องใหญ่ จ.ราชบุรี นอกจากนี้ท่านยังได้ศึกษาจากอาจารย์อีกหลายท่าน อาทิเช่ หลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ จ.เพชรบุรี หลวงพ่อคล้าย วัดสวนขัน จ.นครศรีธรรมราช และ หลวงพ่ออุ้ม จ.นครสวรรค์ วิชาที่ท่านศึกษาจาก หลวงพ่ออุ้มคือ ท่านให้ลป.หลิวนำกระดาษฟูลสแก็ปไปไว้อีกฟากของภูเขาที่อยู่ห่างออกไป 10 กิโลเมตร จากนั้นหลวงพ่ออุ้มได้นำ เหรียญบาทขึ้นมา ลงอักขระอาคมแล้วโยนขึ้นไปในอากาศ ปรากฎว่าเหรียญสามารถลอยข้ามภูเขาไปตกยังกระดาษได้ ท่านสนใจวิชานี้มากได้ศึกษาจนสำเร็จ

 

พญาเต่าเรือนรุ่นแรก 2516 วัดสนามแย้

หลวงปู่หลิว เป็นนักพัฒนาท่านได้บูรณะวัดสนามแย้ ซึ่งได้ออกวัตถุมงคลคือพญาเต่าเรือนรุ่นแรก เมื่อปี 2516 เต่ามีตัวผู้ตัวเมียด้วยนะครับ จะูดูได้ยังไง ก็ต้องดูแถวๆก้นเต่า ตัวผู้จะมีอะไรยื่นๆนิดนึง ไม่ได้ทะลึ่งนะ ผมหมายถึงตัวผู้จะมีเนื้อเกินออกมานิดนึง ตามลูกศรชี้ รุ่นนี้เน้นเรื่องคงกระพันหนังเหนียว มีประสบการณ์รถคว่ำไม่ตาย

พญาเต่าเรือน รุ่นปลดหนี้ 2536 วัดไร่แตงทอง

หลวงปู่หลิว ใช้เวลา 5 ปีในการสร้างและพัฒนาวัดไทรทองพัฒนา ต.จรเข้เผือก อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี ในปีพศ. 2523 ขณะที่หลวงปู่จำพรรษาอยู่ ณ วัดไทรทองพัฒนา ท่านได้เก็บสะสมเงินจากการรับบริจาค มาซื้อที่ดินเพื่อก่อตั้งวัดไร่แตงทองขึ้น ณ ตำบล ลูกนก อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม และได้พัฒนาจนมีความเจริญรุ่งเรืองตามลำดับ หลังจากรุ่นแรกที่ดังแล้วก็ห่างมาหลายรุ่นจนถึงรุ่นปลดหนี้ ปี 2536 สร้างเนื้อเงินเท่าจำนวนพศ.พอดีคือ 2536 องค์ รุ่นนี้เน้นทางโชคลาภ ค้าขายดี มีประสบการณ์เช่นกันครับ ว่าแล้วผมก็นิมนต์มาขึ้นคอ 1 องค์ ดังรูป ราคาตอนนี้ขยับตามรุ่นแรกไปสบายๆ

จริงๆแล้วห้อยรุ่นไหนก็ได้แหละครับ ขอให้ทันท่านปลุกเสกก็ใช้ได้ (ก่อนกลางปี 2543) ของแปลกๆก็มีนะครับ เช่นจิ้งจกสองหาง หรือผ้ายันต์ประกันชีวิต ฟังชื่อแล้วสงสัยพวกโทรมาขายประกันขายไม่ออกกันเป็นแถว ที่วัดยังมีของที่ทันท่านปลุกเสกราคาไม่แพงจำหน่ายอยู่ ว่าแล้วก็พาไปเที่ยววัดกันดีกว่า

วัดไร่แตงทอง อ.กำแพงแสน นครปฐม

จริงๆแล้วไปได้สองทางคือไปทางกำแพงแสนเลี้ยวซ้ายที่แยกม.เกษตรที่เขียนว่าไปพนมทวนนั่นแหละครับ หรือว่าไปทางเมืองกาญแล้วเลี้ยวไปทางเดียวกับ วัดตะคร่ำเอนก็สามารถไปถึงได้เช่นกัน อยู่กลางทุ่งนาเลยครับ เขียวขจี ทางเข้าวัดมีรูปลปหลิวขี่เต่าอยู่

กุฎิเจ้าอาวาส มีรูปปั้นขนาดเท่าองค์จริงตั้งอยู่ อย่าลืมไปทำบุญที่กระดองเต่านี้นะครับ

พระบูชาราคาพอสมควรเลยครับ แต่ไม่ทันท่านนะครับ

ไปที่วิหารที่สร้างใหม่กันดีกว่าครับ ใหญ่โตอลังการงานสร้างมากๆ เข้าไปแล้วต้องลอดท้องเต่า 3 รอบพร้อมทั้งปิดทองที่ขาเต่าทั้งสี่ข้าง มีที่ให้เอาหัวไปให้เต่าเหยียบด้วยครับ ใครเคยแต่ลอดท้องช้างลองลอดท้องเต่าดูก็ไ่ม่เลวครับ วิหารนี้ยังสร้างไม่เสร็จเรียบร้อยเหลือด้านหน้านิดเดียว ขนาดเสาก็เป็นรูปเต่าครับ

 

วิธีบูชาพญาเต่าเรือน

ให้ตั้งไว้สูงกว่าเทพทั่วๆ ไป เพราะพญาเต่าเรือนเป็นพระโพธิสัตว์และเป็นชาติหนึ่งของพระพุทธเจ้า แต่ต้องต่ำกว่าพระพุทธรูป การบูชานั้นหลายๆ ที่มักนำน้ำมาหล่อเอาไว้ พร้อมทั้งมีผักบุ้งลอยเอาไว้ หรือดอกมะลิ กลีบกุหลาบลอยไว้ด้วย คอยเติมน้ำให้เต็มเสมอๆ เพราะเชื่อกันว่าหากน้ำลด จะทำให้โชคลาภหดเหือดหายตามไปด้วย และต้องทำน้ำให้สะอาดเสมอๆ จะได้มีความสดใสและชุ่มเย็นในชีวิต ถ้าเป็นพญาเต่าเรือนขนาดเล็ก บางคนถือเคล็ดเอาไว้ในที่เก็บเงิน ก็มี รุ่นนี้คือรุ่น 90ปีครับ ขนาดหน้าตักหลวงปู่ 7 นิ้ว กว้างประมาณ 11นิ้ว ยาว 19 นิ้ว น้ำหนักก็ร่วม 10กิโลกรัมได้ วิธีบูชาก็ตามตำรานั่นแหละครับ หาถ้วยน้ำชามารองขาเต่านะครับ จะได้ไม่ชำรุุดเวลาแช่น้ำ

คาถาบูชา หลวงปู่หลิว และพญาเต่าเรือน

คาถาขอลาภหลวงปู่หลิว

ตั้งนะโมสามจบ

จะขอลาภหลวงปู่หลิวจะมะหาเถรา

สุวรรณณะมามา ระชะมามา เพชรชะมามา

อาหาระมามา ขาทะนียะมามา โภชะนียะมามา

สัพเพชะนา พะหูชะนา สัพพะบูชา ภะวันตุเม

นะชาลีติ อาคัจฉัยยะ อาคัจฉาหิ

แล้วต่อด้วยคาถาพญาเต่าเรือน

คาถาพญาเต่าเรือน

"นะมะภะทะ นาสังสิโม สังสิโมนา สิโมนาสัง โมนาสังสิ นะอุทะกะ เมมะอะอุอะ"